การจัดการคาร์บอน: ดักจับ กักเก็บ และนำกลับไปใช้ประโยชน์ เพื่อนำไปสู่ Net Zero
30 ตุลาคม 2569
การมุ่งสู่ Net Zero ไม่ได้จบเพียงแค่การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด เพราะอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เลี้ยงปศุสัตว์ ปูนซีเมนต์ เหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากทั้งการใช้พลังงานและกระบวนการผลิต ซึ่งบางส่วนลดการปล่อยได้ยาก จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะเข้ามาช่วยจัดการ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ CCUS หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage เทคโนโลยีที่ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด ก่อนนำไปใช้ประโยชน์หรือกักเก็บอย่างเหมาะสม โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ Carbon Capture and Utilization (CCU) หรือการดักจับและนำคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เช่น การนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือองค์ประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่อีกเส้นทางคือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปกักเก็บอย่างถาวรในชั้นหินทางธรณีวิทยาหรือใต้น้ำที่เหมาะสม
ความน่าสนใจของ CCU จึงอยู่ที่การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ จากก๊าซที่อาจถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยไม่มีการสร้างขึ้นใหม่
บีโอไอหนุน CCUS ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่คาร์บอนต่ำ
บีโอไอให้ความสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ Low Carbon Economy โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดทางให้เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) และ Carbon Capture and Utilization (CCU) เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น ครอบคลุมกิจการ ดังนี้
1.กิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU
2.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU
3.กิจการผลิตไฮโดรเจนจากไฮโดรคาร์บอนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ต้องมีการใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU ควบคู่กับกระบวนการผลิต
4.กิจการผลิตปูนซีเมนต์ ต้องใช้กรรมวิธีการผลิตที่เป็นเทคโนโลยีสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีการนำเทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU หรือการใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต
5.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตร ผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่มาจากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุ หรือของเสียจากการเกษตร เช่น การผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากน้ำเสีย ก๊าซชีวภาพ หรือเศษของเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
โครงการที่เข้าเกณฑ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 8 ปี แตกต่างกันตามประเภทกิจการ รวมถึงยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร และสิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตในระยะยาว
จากการดักจับ สู่การนำกลับมาใช้จริง
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการนำเทคโนโลยีด้านการจัดการคาร์บอนมาใช้จริง คือการลงทุนของ อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น มูลค่าการลงทุน 840 ล้านบาท เพื่อผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตร ก่อนนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการคาร์บอนไม่ได้มีเพียงมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังสามารถ นำคาร์บอนที่ดักจับได้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ได้
เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่เดิมอาจถูกปล่อยทิ้ง ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสม แนวคิด CCUS จึงเป็นอีกเส้นทางให้คาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือกักเก็บอย่างเหมาะสม ช่วยให้อุตสาหกรรมจัดการการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ CCUS หรือ Carbon Capture, Utilization and Storage เทคโนโลยีที่ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด ก่อนนำไปใช้ประโยชน์หรือกักเก็บอย่างเหมาะสม โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ Carbon Capture and Utilization (CCU) หรือการดักจับและนำคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เช่น การนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือองค์ประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่อีกเส้นทางคือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปกักเก็บอย่างถาวรในชั้นหินทางธรณีวิทยาหรือใต้น้ำที่เหมาะสม
ความน่าสนใจของ CCU จึงอยู่ที่การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ จากก๊าซที่อาจถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยไม่มีการสร้างขึ้นใหม่
บีโอไอหนุน CCUS ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่คาร์บอนต่ำ
บีโอไอให้ความสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ Low Carbon Economy โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดทางให้เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) และ Carbon Capture and Utilization (CCU) เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น ครอบคลุมกิจการ ดังนี้
1.กิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU
2.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU
3.กิจการผลิตไฮโดรเจนจากไฮโดรคาร์บอนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ต้องมีการใช้เทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU ควบคู่กับกระบวนการผลิต
4.กิจการผลิตปูนซีเมนต์ ต้องใช้กรรมวิธีการผลิตที่เป็นเทคโนโลยีสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีการนำเทคโนโลยี CCS และ/หรือ CCU หรือการใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต
5.กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตร ผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่มาจากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุ หรือของเสียจากการเกษตร เช่น การผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากน้ำเสีย ก๊าซชีวภาพ หรือเศษของเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
โครงการที่เข้าเกณฑ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 8 ปี แตกต่างกันตามประเภทกิจการ รวมถึงยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร และสิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตในระยะยาว
จากการดักจับ สู่การนำกลับมาใช้จริง
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการนำเทคโนโลยีด้านการจัดการคาร์บอนมาใช้จริง คือการลงทุนของ อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น มูลค่าการลงทุน 840 ล้านบาท เพื่อผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตร ก่อนนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการคาร์บอนไม่ได้มีเพียงมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังสามารถ นำคาร์บอนที่ดักจับได้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ได้
เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่เดิมอาจถูกปล่อยทิ้ง ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสม แนวคิด CCUS จึงเป็นอีกเส้นทางให้คาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือกักเก็บอย่างเหมาะสม ช่วยให้อุตสาหกรรมจัดการการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ


